วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557
การ อนุรักษ์ ป่า ไม้
1. นโยบาย
2. นโยบาย
3. นโยบาย
4. นโยบาย
5. นโยบาย
สาเหตุของปัญหาทรัพยากรป่าไม้ในประเทศไทย สาเหตุการสูญเสียพื้นที่ป่าหรือพื้นที่ป่าไม้เสื่อมโทรมลง เป็นผลงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและราษฎร ดังนี้
1. การทำไม้ความต้องการไม้เพื่อกิจการต่าง ๆ
เช่นเพื่อทำอุตสาหกรรมโรงเลื่อยโรงงานกระดาษสร้างที่อยู่อาศัยหรือการค้า
ทำให้ต้นไม้ถูกลอบตัดและตัดถูกต้องตามกฎหมาย เป็นผลให้เกิดภัยพิบัติขึ้น
2. การเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศ
ทำให้ความต้องการจากภาคเกษตรกรรมมากขึ้น ความจำเป็นที่ต้องการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น
พื้นที่ป่าไม้ในเขตภูเขาจึงเป็นเป้าหมายของการขยายพื้นที่เพื่อการเพาะปลูก
3
การส่งเสริมการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจเพื่อการส่งออก เช่นมันสำปะหลังปอ
ฯลฯ โดยไม่ส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้ง ๆ
ที่พื้นที่ป่าบางแห่งไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในการเกษตรกรรมเพาะปลูก
4. การกำหนดแนวเขตพื้นที่ป่า
กระทำไม่ชัดเจนหรือไม่กระทำเลยในหลาย ๆ ป่าทำให้ราษฎรเกิดความสับสนทั้งโดยเจตนาและ
ไม่เจตนา
5.
การจัดสร้างสาธารณูปโภคของรัฐอาทิเขื่อนอ่างเก็บน้ำเส้นทางคมนาคมการสร้างเขื่อนขวางลำน้ำจะทำให้พื้นที่เก็บน้ำหน้าเขื่อน
ที่อุดมสมบูรณ์ถูกตัดโค่นมาใช้ประโยชน์
ส่วนต้นไม้ขนาดเล็กหรือที่ทำการย้ายออกมาไม่ทันจะถูกน้ำท่วมยืนต้นตาย
6. ไฟไหม้ป่า
ประเทศไทยมักเกิดไฟไหม้ป่าในฤดูร้อนเป็นประจำทุกปี
เพราะในฤดูร้อนพวกวัชพืชในป่าหรือจากการผลัดใบของต้นไม้
ใบไม้จะแห้งแล้งและติดไฟง่าย
7. การทำเหมืองแร่
แหล่งแร่ที่พบในบริเวณที่มีป่าไม้ปกคลุมอยู่ มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดหน้าดินก่อน
จึงทำให้ป่าไม้ที่ขึ้นปกคลุมถูกทำลายลง
เส้นทางขนย้ายแร่ในบางครั้งต้องทำลายป่าไม้ลงเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้างถนนหนทางการระเบิดหน้าดินเพื่อให้ได้มาซึ่ง
แร่ธาตุเกิดผลทำลายป่าไม้บริเวณใกล้เคียงโดยไม่รู้ตัวปัญหาทรัพยากรป่าไม้
ประ โยชน์ ของ ทรัพยากร ป่า ไม้
ประ โยชน์ ทางตรง (Direct Benefits)
ได้ แก่ ปัจจัย 4 ประการ
1. ป่า ไม้ เป็น เป็น แหล่ง กำเนิด ต้น น้ำ ลำ ธาร เพราะ ต้น ไม้ จำนวน มาก ใน ป่า จะ ทำ ให้ น้ำ ฝน ที่ ตก ลง มา ค่อย ๆ ซึมซับลงในดินกลาย เป็น น้ำ ใต้ ดิน ซึ่ง จะ ไหล ซึม มา หล่อ เลี้ยง ให้ แม่ น้ำ ลำ ธาร มี น้ำ ไหล อยู่ ตลอด ปี
สาเหตุ สำคัญ ของ วิกฤต การณ์ ป่า ไม้ ใน ประเทศ ไทย
1.การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า
ตัว การ ของ ปัญหา นี้ คือ นาย ทุน พ่อ ค้า ไม้ เจ้า ของ โรง เลื่อย เจ้า ของ โรง งาน แปรรูป ไม้ ผู้ รับ สัมปทานทำ ไม้ และ ชาว บ้าน ทั่ว ไป ซึ่ง การ ตัด ไม้ เพื่อ เอา ประ โยชน์ จาก เนื้อ ไม้ ทั้ง วิธี ที่ ถูก และ ผิด กฎหมาย ปริมาณ ป่า ไม้ ที่ ถูก ทำลาย นี้ นับ วัน จะ เพิ่ม ขึ้น เรื่อย ๆ ตาม อัตรา เพิ่ม ของ จำนวน ประชา กร ยิ่ง มี ประชา กร เพิ่ม ขึ้น เท่า ใด ความ ต้อง การ ใน การ ใช้ ไม้ ก็ เพิ่ม มาก ขึ้น เช่น ใช้ ไม้ ใน การ ปลูก สร้าง บ้าน เรือนเครื่องมือเครื่องใช้ ใน การ เกษตร กรรมเครื่องเรือน และถ ่านใน การ หุง ต้ม เป็น ต้น
ตัว
2. การ บุก รุก พื้น ที่ ป่า ไม้ เพื่อ เข้า ครอบ ครอง ที่ ดิน
เมื่อ ประชา กร เพิ่ม สูง ขึ้น ความ ต้อง การ ใช้ ที่ ดิน เพื่อ ปลูก สร้าง ที่ อยู่ อาศัย และ ที่ ดิน ทำ กิน ก็ อยู่ สูง ขึ้น เป็น ผล ผลัก ดัน ให้ ราษฎร เข้า ไป บุก รุก พื้น ที่ ป่า ไม้ แผ้ว ถาง ป่า หรือ เผา ป่า ทำ ไร่ เลื่อน ลอย นอก จาก นี้ ยัง มี นาย ทุน ที่ ดิน ที่ จ้าง วาน ให้ ราษฎร เข้า ไป ทำลาย ป่า เพื่อ จับ จอง ที่ ดิน ไว้ ขา ยต่อ ไป
เมื่อ
3. การ ส่ง เสริม การ ปลูก พืช หรือ เลี้ยง สัตว์ เศรษฐกิจ เพื่อ การ ส่ง ออก เช่น มัน สำปะหลัง ปอ เป็น ต้น โดย ไม่ ส่ง เสริม การ ใช้ ที่ ดิน อย่าง เต็ม ประสิทธิภาพ ทั้ง ๆ ที่ พื้น ที่ ป่า บาง แห่งไม่ เหมาะ สม ที่ จะ นำ มา ใช้ ใน การ เกษตร
4. การ กำหนด แนว เขต พื้น ที่ ป่า กระ ทำ ไม่ ชัด เจน หรือ ไม่ กระ ทำ เลย ใน หลาย ๆ พื้น ที่
ทำ ให้ ราษฎร เกิด ความ สับ สน ทั้ง โดย เจตนา และ ไม่ เจตนา ทำ ให้ เกิด การ พิพาท ใน เรื่อง ที่ ดิน ทำ กิน และ ที่ ดิน ป่า ไม้ อยู่ ตลอด เวลา และ มัก เกิด การ ร้อง เรียน ต่อ ต้าน ใน เรื่อง กรรม สิทธิ์ ที่ ดิน
ทำ
5. การ จัด สร้าง สาธารณูปโภค ของ รัฐ
เช่น เขื่อน อ่าง เก็บ น้ำ เส้น ทางคมนาคม การ สร้าง เขื่อน ขวาง ลำ น้ำ จะ ทำ ให้ พื้น ที่ เก็บ น้ำ หน้า เขื่อน ที่ อุดม สมบูรณ์ ถูก ตัด โค่น มา ใช้ ประ โยชน์ ส่วน ต้น ไม้ ขนาด เล็ก หรือ ที่ ทำ การ ย้าย ออก มา ไม่ ทัน จะ ถูก น้ำ ท่วม ยืน ต้น ตาย เช่น การ สร้าง เขื่อน รัชชประภา เพื่อ กั้น คลอง พระ แสง อัน เป็น สาขา ของ แม่ น้ำ พุ มด วง -ตา ปี ทำ ให้ น้ำ ท่วม บริเวณ ป่า ดง ดิบ ซึ่ง มี พันธุ์ ไม้ หนา แน่น ประกอบ ด้วย สัตว์ นานา ชนิด นับ แสน ไร่ ต่อ มา จึง เกิด ปัญหา น้ำ เน่า ไหล ลง ลำ น้ำ พุ มด วง
เช่น
6. ไฟ ไหม้ ป่า
มัก จะ เกิด ขึ้น ใน ช่วง ฤดู แล้ง ซึ่ง อากาศ แห้ง และ ร้อน จัด ทั้ง โดย ธรรม ชาติ และ จาก การก ระ ทำ ของ มะม่วง ที่ อาจ ลัก ลอบ เผา ป่า หรือ เผลอ จุด ไฟ ทิ้ง ไว้ โดย เฉพาะ ใน ป่า ไม้ เป็น จำนวน มาก
มัก
7. การ ทำ เหมือง แร่ แหล่ง แร่ ที่ พบ ใน บริเวณ ที่ มี ป่า ไม้ ปก คลุม อยู่ มี ความ จำ เป็น ที่ จะ ต้อง เปิด หน้า ดิน ก่อน จึง ทำ ให้ ป่า ไม้ ที่ ขึ้น ปก คลุม ถูก ทำลาย ลง เส้น ทางขน ย้าย แร่ ใน บาง ครั้ง ต้อง ทำลาย ป่า ไม้ ลง เป็น จำนวน มาก เพื่อ สร้าง ถนน หน ทาง การ ระเบิด หน้า ดิน เพื่อ ให้ ได้ มา ซึ่ง แร่ ธาตุ ส่ง ผล ถึง การ ทำลาย ป่า
วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ทรัพยากรป่าไม้
อย่างป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์อื่น
ๆ เพราะป่าไม้มีประโยชน์ทั้งการเป็นแหล่งวัตถุดิบของปัจจัยสี่ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรคสำหรับมนุษย์
และยังมีประโยชน์ในการรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม ถ้าป่าไม้ถูกทำลายลงไปมาก
ๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องอื่น
ๆ เช่น สัตว์ป่า ดิน น้ำ อากาศ ฯลฯ เมื่อป่าไม้ถูกทำลาย จะส่งผลไปถึงดินและแหล่งน้ำด้วย เพราะเมื่อเผาหรือถางป่าไปแล้ว พื้นดินจะโล่งขาดพืชปกคลุม เมื่อฝนตกลงมาก็จะชะล้างหน้าดินและความอุดมสมบูรณ์ของดินไป นอกจากนั้นเมื่อขาดต้นไม้คอยดูดซับน้ำไว้น้ำก็จะไหลบ่าท่วมบ้านเรือน
และที่ลุ่มในฤดูน้ำหลากพอถึงฤดูแล้งก็ไม่มีน้ำซึมใต้ดินไว้หล่อเลี้ยงต้นน้ำลำธารทำให้แม่น้ำมีน้ำน้อย ส่งผลกระทบต่อมาถึงระบบเศรษฐกิจและสังคม เช่น การขาดแคลนน้ำในการการชลประทานทำให้ทำนาไม่ได้ผลขาดน้ำมาผลิตกระแสไฟฟ้า
ประเภทของป่าไม้ในประเทศไทย
ประเภทของป่าไม้จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการกระจายของฝน ระยะเวลาที่ฝนตกรวมทั้งปริมาณน้ำฝนทำให้ป่าแต่ละแห่งมีความชุ่มชื้นต่างกัน สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ
1. ป่าประเภทที่ไม่ผลัดใบ (Evergreen)
2. ป่าประเภทที่ผลัดใบ (Deciduous)
ประเภทของป่าไม้จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการกระจายของฝน ระยะเวลาที่ฝนตกรวมทั้งปริมาณน้ำฝนทำให้ป่าแต่ละแห่งมีความชุ่มชื้นต่างกัน สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ
1. ป่าประเภทที่ไม่ผลัดใบ (Evergreen)
2. ป่าประเภทที่ผลัดใบ (Deciduous)
·
ป่าประเภทที่ไม่ผลัดใบ (Evergreen)
ป่าประเภทนี้มองดูเขียวชอุ่มตลอดปี เนื่องจากต้นไม้แทบทั้งหมดที่ขึ้นอยู่เป็นประเภทที่ไม่ผลัดใบ ป่าชนิดสำคัญซึ่งจัดอยู่ในประเภท นี้ ได้แก่
1. ป่าดงดิบ (Tropical Evergreen Forest or Rain
Forest)
ป่าดงดิบที่มีอยู่ทั่วในทุกภาคของประเทศ
แต่ที่มีมากที่สุด ได้แก่ ภาคใต้และภาคตะวันออก ในบริเวณนี้มีฝนตกมากและมีความชื้นมากในท้องที่ภาคอื่น ป่าดงดิบมักกระจายอยู่บริเวณที่มีความชุ่มชื้นมาก ๆ เช่น ตามหุบเขาริมแม่น้ำลำธาร ห้วย แหล่งน้ำ และบนภูเขา ซึ่งสามารถแยกออกเป็นป่าดงดิบชนิดต่าง ๆ ดังนี้
1.1 ป่าดิบชื้น (Moist Evergreen Forest)
เป็นป่ารกทึบมองดูเขียวชอุ่มตลอดปีมีพันธุ์ไม้หลายร้อยชนิดขึ้นเบียดเสียดกันอยู่มักจะพบกระจัดกระจายตั้งแต่ความสูง 600 เมตร จากระดับน้ำทะเล ไม้ที่สำคัญก็คือ
ไม้ตระกูลยางต่าง ๆ เช่น ยางนา ยางเสียน ส่วนไม้ชั้นรอง คือ พวกไม้กอ เช่น กอน้ำ กอเดือย
1.2 ป่าดิบแล้ง (Dry Evergreen Forest)
เป็นป่าที่อยู่ในพื้นที่ค่อนข้างราบมีความชุ่มชื้นน้อย เช่น ในแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักอยู่สูงจาก ระดับน้ำทะเลประมาณ 300-600 เมตร ไม้ที่สำคัญได้แก่ มะคาโมง ยางนา พยอม ตะเคียนแดง กระเบากลัก และตาเสือ
1.3 ป่าดิบเขา (Hill Evergreen Forest)
ป่าชนิดนี้เกิดขึ้นในพื้นที่สูง ๆ หรือบนภูเขาตั้งแต่ 1,000-1,200 เมตร ขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล ไม้ส่วนมากเป็นพวก Gymonosperm ได้แก่ พวกไม้ขุนและสนสามพันปี นอกจากนี้ยังมีไม้ตระกูลกอขึ้นอยู่ พวกไม้ชั้นที่สองรองลงมา ได้แก่ เป้ง สะเดาช้าง และขมิ้นต้น
2. ป่าสนเขา (Pine Forest)
ป่าชนิดนี้เกิดขึ้นในพื้นที่สูง ๆ หรือบนภูเขาตั้งแต่ 1,000-1,200 เมตร ขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล ไม้ส่วนมากเป็นพวก Gymonosperm ได้แก่ พวกไม้ขุนและสนสามพันปี นอกจากนี้ยังมีไม้ตระกูลกอขึ้นอยู่ พวกไม้ชั้นที่สองรองลงมา ได้แก่ เป้ง สะเดาช้าง และขมิ้นต้น
2. ป่าสนเขา (Pine Forest)
ป่าสนเขามักปรากฎอยู่ตามภูเขาสูงส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ซึ่งมีความสูงประมาณ 200-1800 เมตร ขึ้นไปจากระดับน้ำทะเลในภาคเหนือ ภาคกลาง
และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางทีอาจปรากฎในพื้นที่สูง 200-300 เมตร จากระดับน้ำทะเลในภาคตะวันออกเฉียงใต้ ป่าสนเขามีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญของป่าชนิดนี้คือ
สนสองใบ และสนสามใบ ส่วนไม้ชนิดอื่นที่ขึ้นอยู่ด้วยได้แก่พันธุ์ไม้ป่าดิบเขา เช่น กอชนิดต่าง ๆ
หรือพันธุ์ไม้ป่าแดงบางชนิด คือ เต็ง รัง เหียง พลวง เป็นต้น
3. ป่าชายเลน (Mangrove Forest)
บางทีเรียกว่า "ป่าเลนน้ำเค็ม”หรือป่าเลน มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นแต่ละชนิดมีรากค้ำยันและรากหายใจ ป่าชนิดนี้ปรากฎอยู่ตามที่ดินเลนริมทะเลหรือบริเวณปากน้ำแม่น้ำใหญ่ ๆ ซึ่งมีน้ำเค็มท่วมถึงในพื้นที่ภาคใต้มีอยู่ตามชายฝั่งทะเลทั้งสองด้าน ตามชายทะเลภาคตะวันออกมีอยู่ทุกจังหวัดแต่ที่มากที่สุดคือ บริเวณปากน้ำเวฬุ อำเภอลุง จังหวัดจันทบุรี
พันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ตามป่าชายเลน ส่วนมากเป็นพันธุ์ไม้ขนาดเล็กใช้ประโยชน์สำหรับการเผาถ่านและทำฟืนไม้ชนิดที่สำคัญ
คือ โกงกาง ประสัก ถั่วขาว ถั่วขำ โปรง ตะบูน แสมทะเล ลำพูนและลำแพน ฯลฯ ส่วนไม้พื้นล่างมักเป็นพวก ปรงทะเลเหงือกปลายหมอ ปอทะเล และเป้ง เป็นต้น
4. ป่าพรุหรือป่าบึงน้ำจืด (Swamp Forest)
ป่าชนิดนี้มักปรากฎในบริเวณที่มีน้ำจืดท่วมมาก
ๆ ดินระบายน้ำไม่ดีป่าพรุในภาคกลาง มีลักษณะโปร่งและมีต้นไม้ขึ้นอยู่ห่าง
ๆ เช่น ครอเทียน สนุ่น จิก โมกบ้าน หวายน้ำ หวายโปร่ง ระกำ อ้อ และแขม ในภาคใต้ป่าพรุมีขึ้นอยู่ตามบริเวณที่มีน้ำขังตลอดปีดินป่าพรุที่มีเนื้อที่มากที่สุดอยู่ในบริเวณจังหวัดนราธิวาสดินเป็นพีท ซึ่งเป็นซากพืชผุสลายทับถมกัน เป็นเวลานานป่าพรุแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ
ตามบริเวณซึ่งเป็นพรุน้ำกร่อยใกล้ชายทะเลต้นเสม็ดจะขึ้นอยู่หนาแน่นพื้นที่มีต้นกกชนิดต่าง
ๆ เรียก "ป่าพรุเสม็ด หรือ ป่าเสม็ด" อีกลักษณะเป็นป่าที่มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ มากชนิดขึ้นปะปนกัน ชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญของป่าพรุ ได้แก่ อินทนิล น้ำหว้า จิก โสกน้ำ กระทุ่มน้ำภันเกรา โงงงันกะทั่งหัน ไม้พื้นล่างประกอบด้วย หวาย ตะค้าทอง หมากแดง และหมากชนิดอื่น ๆ
5. ป่าชายหาด (Beach Forest)
เป็นป่าโปร่งไม่ผลัดใบขึ้นอยู่ตามบริเวณหาดชายทะเล น้ำไม่ท่วมตามฝั่งดินและชายเขาริมทะเล ต้นไม้สำคัญที่ขึ้นอยู่ตามหาดชายทะเล ต้องเป็นพืชทนเค็ม
และมักมีลักษณะไม้เป็นพุ่มลักษณะต้นคดงอ ใบหนาแข็ง ได้แก่ สนทะเล หูกวาง โพธิ์ทะเล กระทิง ตีนเป็ดทะเล หยีน้ำ มักมีต้นเตยและหญ้าต่าง ๆ
ขึ้นอยู่เป็นไม้พื้นล่าง ตามฝั่งดินและชายเขา มักพบไม้เกตลำบิด มะคาแต้ กระบองเพชร เสมา และไม้หนามชนิดต่าง ๆ เช่น ซิงซี่ หนามหัน กำจาย มะดันขอ เป็นต้น
·
ป่าประเภทที่ผลัดใบ (Declduous)
ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าประเภทนี้เป็นจำพวกผลัดใบแทบทั้งสิ้น ในฤดูฝนป่าประเภทนี้จะมองดูเขียวชอุ่มพอถึงฤดูแล้งต้นไม้ ส่วนใหญ่จะพากันผลัดใบทำให้ป่ามองดูโปร่งขึ้น
และมักจะเกิดไฟป่าเผาไหม้ใบไม้และต้นไม้เล็ก ๆ ป่าชนิดสำคัญซึ่งอยู่ในประเภทนี้ ได้แก่
1. ป่าเบญจพรรณ (Mixed Declduous Forest)
ป่าผลัดใบผสม
หรือป่าเบญจพรรณมีลักษณะเป็นป่าโปร่งและยังมีไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กระจัดกระจายทั่วไปพื้นที่ดินมักเป็นดินร่วนปนทราย ป่าเบญจพรรณ ในภาคเหนือมักจะมีไม้สักขึ้นปะปนอยู่ทั่วไปครอบคลุมลงมาถึงจังหวัดกาญจนบุรี ในภาคกลางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก มีป่าเบญจพรรณน้อยมากและกระจัดกระจาย พันธุ์ไม้ชนิดสำคัญได้แก่ สัก ประดู่แดง มะค่าโมง ตะแบก เสลา อ้อยช้าง ส้าน ยม หอม ยมหิน มะเกลือ สมพง เก็ดดำ เก็ดแดง ฯลฯ นอกจากนี้มีไม้ไผ่ที่สำคัญ เช่น ไผ่ป่า ไผ่บง ไผ่ซาง ไผ่รวก ไผ่ไร เป็นต้น
2. ป่าเต็งรัง (Declduous Dipterocarp Forest)
หรือที่เรียกกันว่าป่าแดง ป่าแพะ ป่าโคก ลักษณะทั่วไปเป็นป่าโปร่ง ตามพื้นป่ามักจะมีโจด ต้นแปรง
และหญ้าเพ็ก พื้นที่แห้งแล้งดินร่วนปนทราย
หรือกรวด ลูกรัง พบอยู่ทั่วไปในที่ราบและที่ภูเขา ในภาคเหนือส่วนมากขึ้นอยู่บนเขาที่มีดินตื้นและแห้งแล้งมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีป่าแดงหรือป่าเต็งรังนี้มากที่สุด ตามเนินเขาหรือที่ราบดินทรายชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญในป่าแดง
หรือป่าเต็งรัง ได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง กราด พะยอม ติ้ว แต้ว มะค่าแต ประดู่ แดง สมอไทย ตะแบก เลือดแสลงใจ รกฟ้า ฯลฯ ส่วนไม้พื้นล่างที่พบมาก ได้แก่ มะพร้าวเต่า ปุ่มแป้ง หญ้าเพ็ก โจด ปรงและหญ้าชนิดอื่น ๆ
3. ป่าหญ้า (Savannas Forest)
ป่าหญ้าที่อยู่ทุกภาคบริเวณป่าที่ถูกแผ้วถางทำลายบริเวณพื้นดินที่ขาดความสมบูรณ์และถูกทอดทิ้ง หญ้าชนิดต่าง
ๆ จึงเกิดขึ้นทดแทนและพอถึงหน้าแล้งก็เกิดไฟไหม้ทำให้ต้นไม้บริเวณข้างเคียงล้มตาย พื้นที่ป่าหญ้าจึงขยายมากขึ้นทุกปี พืชที่พบมากที่สุดในป่าหญ้าก็คือ หญ้าคา หญ้าขนตาช้าง หญ้าโขมง หญ้าเพ็กและปุ่มแป้ง บริเวณที่พอจะมีความชื้นอยู่บ้าง และการระบายน้าได้ดีก็มักจะพบพงและแขมขึ้นอยู่
และอาจพบต้นไม้ทนไฟขึ้นอยู่ เช่น ตับเต่า รกฟ้าตานเหลือ ติ้วและแต้ว
วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)